รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ่ายทอดบทเรียนจากเหตุการณ์ภูเขาน้ำแข็งถล่มในประเทศเนปาล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของพลังธรรมชาติที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่โครงสร้างทั่วไปจะต้านทานได้ พร้อมนำองค์ความรู้จากภัยพิบัติระดับนานาชาติมาประยุกต์ใช้กับการเฝ้าระวังและรับมือ ดินโคลนถล่มในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงจากภูมิประเทศและเส้นทางของพายุ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ อธิบายว่า เหตุการณ์ที่เนปาลสร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากในช่วงแรกมีความเข้าใจว่าอาจเป็นน้ำป่าไหลหลาก แต่เมื่อพิจารณาจากลักษณะและขนาดของคลื่นน้ำ พบว่ามีความรุนแรงสูงผิดปกติ จนคล้ายกับผลกระทบจากการพังทลายของเขื่อน
“มวลน้ำมีขนาดมหาศาล และเคลื่อนที่ผ่านช่องเขาแคบด้วยความเร็วสูง มีการประเมินว่าความเร็วอาจสูงถึงประมาณ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือราว 40 เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าที่โครงสร้างป้องกันทั่วไปจะรับมือได้”
เขากล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับการออกแบบโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะของน้ำตามปกติ อาจรองรับความเร็วของน้ำได้เพียงระดับหนึ่ง แต่เหตุการณ์ในเนปาลแสดงให้เห็นถึงพลังของมวลน้ำและวัสดุที่ไหลลงมาพร้อมกันในระดับที่แตกต่างออกไปอย่างมาก จึงเป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน จนในช่วงแรกมีข้อสงสัยว่าอาจเกิดแผ่นดินไหว แต่จากการวิเคราะห์ลักษณะคลื่นและช่วงเวลาที่เกิดขึ้น พบว่าแรงสั่นสะเทือนเกิดจากการถล่มและการกระแทกของมวลขนาดใหญ่ลงสู่พื้นผิว
ที่สำคัญ เหตุการณ์ไม่ได้เกิดการสั่นสะเทือนเพียงครั้งเดียว แต่พบแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งในช่วงเวลาห่างกันหลายชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีการพังทลายต่อเนื่องของมวลน้ำแข็งหรือมวลดินในพื้นที่เดียวกัน
ถอดบทเรียนสู่ “ดินโคลนถล่มไทย”
รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดินถล่มในประเทศไทยอาจดูเหมือนเกิดขึ้นแบบไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ในความเป็นจริงมักมีปัจจัยประกอบหลายด้าน ทั้งความลาดชันของภูเขา ลักษณะของชั้นดินและหิน ปริมาณน้ำใต้ดิน ทางน้ำ และปริมาณฝนที่ตกสะสม
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ ภาคเหนือและภาคใต้ เนื่องจากมีทั้งภูเขาสูง สภาพธรณีวิทยาที่เอื้อต่อการพังทลาย และยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุและฝนตกหนัก
“ปัญหาดินถล่มมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการทำให้ชุมชนรู้ว่าบริเวณใดของหมู่บ้านมีความเสี่ยง บ้านหลังใดอยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัย และควรเตรียมตัวอย่างไร”
สร้าง “แผนที่เสี่ยงภัยระดับหมู่บ้าน”
หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ทีมวิจัยนำเสนอ คือกระบวนการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยระดับชุมชน โดยนำข้อมูลด้านภูมิประเทศและความเสี่ยงมาวิเคราะห์ร่วมกับชาวบ้าน เพื่อระบุพื้นที่อันตรายภายในหมู่บ้านอย่างชัดเจน
เมื่อชุมชนทราบว่าบริเวณใดมีความเสี่ยง ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนเฝ้าระวัง การจัดการพื้นที่ และหาแนวทางป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น
เปลี่ยน “ดินสไลด์” เป็นกำแพงกันดิน
อีกนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ การนำดินจากพื้นที่ที่เกิดดินสไลด์มาผสมกับซีเมนต์ในสัดส่วนที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิศวกรรม แล้วผลิตเป็นบล็อกสำหรับก่อสร้างกำแพงกันดิน
แนวคิดนี้ช่วยแก้ปัญหาได้สองด้านในเวลาเดียวกัน คือช่วยจัดการดินที่ไหลลงมาจากพื้นที่เสี่ยง และเปลี่ยนวัสดุที่เคยเป็นปัญหาให้กลายเป็นวัสดุสำหรับสร้างแนวป้องกัน
ที่สำคัญคือ ชุมชนสามารถเรียนรู้กระบวนการและดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยมีการตรวจสอบและออกแบบตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรงเหมาะสมกับพื้นที่
“เป้าหมายของนวัตกรรมไม่ใช่เพียงสร้างกำแพงให้แข็งแรง แต่คือการทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง รู้จักพื้นที่เสี่ยง และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับภัยธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย”
บทเรียนจากภูเขาน้ำแข็งถล่มในเนปาลจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสะท้อนให้เห็นว่าพลังของธรรมชาติสามารถเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้ สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การรอสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อต้านภัยเพียงอย่างเดียว แต่คือการ รู้ความเสี่ยง เฝ้าระวังให้เร็ว และเตรียมชุมชนให้พร้อมปรับตัวก่อนเกิดเหตุ
![]()














