ภัยน้ำท่วมและภัยแล้งไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือน พื้นที่เกษตร หรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ การประกอบอาชีพ สุขภาพ คุณภาพชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเวที ESG Symposium 2026 ชวนทุกภาคส่วนเปลี่ยนมุมมองจากการ “ตั้งรับและเยียวยา” หลังเกิดภัยพิบัติ สู่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” หรือ Water Resilience ด้วยการวางแผนเชิงรุก เพื่อให้ธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้แม้ต้องเผชิญวิกฤต
Bain & Company ชี้ ป้องกันความเสี่ยงต้องเดินคู่กับการเติบโต
Bain & Company เสนอให้ภาคธุรกิจบูรณาการ Climate Adaptation เข้ากับกลยุทธ์องค์กร โดยไม่จำกัดการบริหารความเสี่ยงอยู่เพียงการรับมือภัยพิบัติหรือการประเมินมูลค่าความเสียหายในระยะสั้น แต่ต้องมองผลกระทบที่เชื่อมโยงถึงระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม
ภาคธุรกิจควรปกป้องมูลค่าทรัพย์สินและกิจการผ่านการบริหารความเสี่ยง รวมถึงการทำประกันภัยเพื่อรองรับความสูญเสียจากภัยพิบัติ ควบคู่กับการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่จากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่แนวคิด Resilient Growth หรือการเติบโตที่ยืดหยุ่น
Swiss Re แนะประเมินความเสี่ยง 3 มิติ ก่อนตัดสินใจลงทุน
Swiss Re เน้นย้ำว่าแนวโน้มความสูญเสียจากภัยธรรมชาติทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในระดับสูง ขณะที่ “Exposure Growth” หรือการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการกระจุกตัวของทรัพย์สินในพื้นที่เสี่ยง เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น
การประเมินความเสี่ยงจึงควรพิจารณา 3 มิติ ได้แก่ Hazard ระดับและความรุนแรงของภัย Exposure ทรัพย์สินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และ Vulnerability ระดับความเปราะบางของทรัพย์สินต่อความเสียหาย
เมื่อสามารถแปลงความเสี่ยงออกมาเป็นมูลค่าทางการเงินได้ ผู้บริหารจะเห็นชัดเจนว่าควรลงทุนลดความเสี่ยงในจุดใดก่อน ขณะเดียวกัน การปรับตัวทางกายภาพและการประกันภัยควรทำควบคู่กัน โดยการปรับตัวช่วยลดความเสียหายโดยตรง ส่วนประกันภัยช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินที่ยังเหลืออยู่
มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” เปลี่ยนทรัพยากรเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องมองผ่านแนวคิด Water Economy เพราะน้ำเป็นทั้งทรัพยากรที่ช่วยขับเคลื่อน GDP และรายได้ของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือภัยแล้ง
ประเทศไทยจึงต้องบริหารน้ำควบคู่ทั้งด้านการใช้ประโยชน์และการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวสูง รวมถึงต้องรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหามาก่อน
ความมั่นคงด้านน้ำ หรือ Water Security ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศ
ธุรกิจ รัฐ และชุมชน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันไปพร้อมกัน
แนวคิด Private & Public Value Alignment และ “Resilience Balance Sheet” เป็นกรอบสำคัญที่ช่วยให้การสร้างภูมิคุ้มกันน้ำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน
ภาคธุรกิจต้องลดความเสียหายและทำให้กิจการกลับมาเปิดดำเนินการได้เร็วที่สุด ภาครัฐต้องสนับสนุนการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและเปลี่ยนจากการใช้งบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว ขณะที่ชุมชนต้องได้รับการดูแลไม่ให้สูญเสียอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในการดำรงชีวิต
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนจาก Water Crisis สู่ Water Resilience จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ซ่อมแซมความเสียหาย” ไปสู่ “สร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น” เพราะหากบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ น้ำจะไม่ใช่เพียงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่สามารถกลายเป็นต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และสร้างรายได้ให้คนไทยได้อย่างยั่งยืน
![]()














