กลุ่มอมตะเสนอภาครัฐเร่งบูรณาการความร่วมมือฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมผลักดัน 6 มาตรการสำคัญ ครอบคลุมการประสานงาน การพัฒนาเส้นทางน้ำ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่ลดค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำประปา 50% นาน 1 ปี สำหรับโรงงานที่ได้รับผลกระทบต่อการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผน “AMATA 800” เพิ่มขีดความสามารถในการรับมืออุทกภัยระยะยาว เสริมความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา อมตะได้เข้าร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และผู้แทนผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่มีความรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวนในอนาคต
เบื้องต้น อมตะกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบต่อการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการลดค่าบำรุงรักษารายเดือน 50% และลดค่าน้ำประปารายเดือน 50% เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน สนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการผลิต และรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
พร้อมกันนี้ อมตะเสนอภาครัฐพิจารณา 6 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. จัดตั้งศูนย์บัญชาการและประสานงานร่วม ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จอมตะ เพื่อรวบรวมข้อมูล ติดตามสถานการณ์ และประสานการแก้ไขปัญหา 2. ปรับปรุงเส้นทางน้ำและระบบป้องกันอุทกภัย โดยใช้พื้นที่สาธารณะพัฒนาทางน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 3. เร่งอนุมัติโครงการและงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานบริหารจัดการน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 4. พิจารณาสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3–5 ปี และยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรทดแทนความเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 5. ออกมาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการซ่อมแซมเครื่องจักร อาคาร และอุปกรณ์ และ 6. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการทางการเงินตามระดับความเสียหาย เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว
ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ อมตะเดินหน้าเร่งสูบและระบายน้ำ พร้อมพร่องน้ำในคูคลองให้มากที่สุดตามสภาพพื้นที่และขีดความสามารถของระบบ ทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนในอนาคต ควบคู่การฟื้นฟูสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้น้ำผสมจุลินทรีย์ EM เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสีย การเร่งจัดเก็บขยะออกจากพื้นที่โครงการ และการประสานโรงพยาบาลวิภาราม อมตะซิตี้ ชลบุรี จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพผู้ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม
สำหรับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศรุนแรงระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร ประกอบกับมวลน้ำจากภายนอกพื้นที่ที่ไหลเข้าสมทบ ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อมตะจึงเร่งยกระดับมาตรฐานด้านวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภายใต้แผนหลัก “AMATA 800” อมตะเตรียมพัฒนาโครงข่ายคลอง ระบบระบายน้ำ และพื้นที่หน่วงน้ำแบบบูรณาการ ให้สามารถรองรับปริมาณฝนสะสมได้สูงสุด 800 มิลลิเมตร พร้อมประสานผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากต่างประเทศด้านการป้องกันอุทกภัยขนาดใหญ่ เพื่อศึกษาและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง ให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการน้ำ และยกระดับระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ให้พร้อมก่อนฤดูฝนครั้งต่อไป
นายวิกรมกล่าวว่า การบริหารจัดการอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ การติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์ ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ โดยอมตะพร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัย สุขอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพื่อจำกัดความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมไทยในการรับมือกับภัยธรรมชาติในระยะยาว
![]()














