การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้าแก้ไขปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบังอย่างต่อเนื่อง เปิดใช้พื้นที่สนับสนุนการจัดการจราจรรวม 127 ไร่ เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับรถบรรทุก กระจายปริมาณรถในช่วงเวลาเร่งด่วน และลดความแออัดบริเวณหน้าท่าเทียบเรือ พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งการจัดพื้นที่พักรถ การแลกเปลี่ยนข้อมูลขนส่งล่วงหน้า และการบริหารจัดการจราจรเชิงรุก
นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า กทท. ปรับรูปแบบการบริหารจัดการจราจรให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนรองรับรถบรรทุก การจัดสรรพื้นที่พักรถและพื้นที่ปฏิบัติงาน ไปจนถึงการประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการรถบรรทุกได้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น
สำหรับมาตรการสำคัญ กทท. เปิดใช้พื้นที่สนับสนุนรวม 127 ไร่ ประกอบด้วย ลานอเนกประสงค์ชั่วคราว 70 ไร่ พื้นที่โซน 3.1 จำนวน 22 ไร่ ซึ่งเป็นจุดพักรถบรรทุก (Buffer Zone) บริเวณหน้าท่าเทียบเรือ C0 และลานดินไอเบล 35 ไร่ สำหรับจัดเก็บและบริหารคิวรถก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ พร้อมจัดสรรพื้นที่ลานวางตู้สินค้าและ Depot เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงานช่วงที่มีปริมาณรถหนาแน่น
ขณะเดียวกัน กทท. เพิ่มมาตรการบริหารจัดการจราจรเชิงรุก โดยจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประสานงาน เปิดเส้นทางให้รถหมุนเวียน เร่งระบายรถบรรทุกตู้สินค้าขาเข้าและขาออก จัดพื้นที่รองรับกรณีฉุกเฉิน ติดตามสถานการณ์ผ่านกล้อง CCTV แบบเรียลไทม์ และประสานเปิดช่องตรวจศุลกากรให้ครบทุกช่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรสะสมได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังประสานผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและบริษัทขนส่งเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกำหนดการเข้าเทียบท่าของเรือสินค้าล่วงหน้า พร้อมขอความร่วมมือเจ้าของสินค้ารายใหญ่กระจายการรับตู้สินค้าไปยังช่วงเวลาที่มีปริมาณรถน้อย ระหว่างเวลา 00.01–09.00 น. รวมถึงเตรียมข้อมูลและจัดกลุ่มตู้สินค้าล่วงหน้า เพื่อลดขั้นตอนการเคลื่อนย้ายและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
จากสถิติเปรียบเทียบระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 ในพื้นที่ท่าเทียบเรือ B5 และ C3 พบว่าสัดส่วนรถบรรทุกที่ใช้เวลารอคอยไม่เกิน 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนรถที่ใช้เวลารอคอยนานกว่า 3 ชั่วโมงมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการกระจายช่วงเวลาเข้าใช้บริการ การเพิ่มพื้นที่รองรับ และความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย กทท. เตรียมขยายผลมาตรการไปยังท่าเทียบเรือเอกชนอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มเกิดความหนาแน่น
นอกเหนือจากการจัดการจราจร กทท. ยังเร่งสำรวจและเตรียมซ่อมแซมถนนภายในท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี และได้รับความเสียหายจากฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้เส้นทางและรองรับการขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง
นายวีรชาติกล่าวว่า กทท. จะติดตามและประเมินผลการจราจรเป็นรายเดือน พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการมาปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความแออัด และยกระดับความคล่องตัวในการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังอย่างยั่งยืน
![]()














