กลุ่มบริษัทเอไอเอ ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 โดยมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจที่รายงานผล ยกเว้นประเทศไทย ขณะที่ไตรมาส 3 มีมูลค่าธุรกิจใหม่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่สูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน โดยเติบโตมากกว่า 25% สะท้อนแรงส่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี
นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่สูงในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในปีก่อน แต่ภาพรวม 9 เดือนแรกยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของมูลค่าธุรกิจใหม่ในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ เอไอเอยังคงเห็นโอกาสการเติบโตในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ จากความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเกษียณอายุที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งการพัฒนาช่องทางตัวแทน การเพิ่มจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน และการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรธนาคาร
สำหรับผลการดำเนินงานรายตลาด พบว่า เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่เติบโต 9% ในไตรมาส 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ สะท้อนความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมและประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ที่ยังแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนรวมกันถึง 93% ของมูลค่าธุรกิจใหม่ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันชีวิตควบการลงทุน ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%
ขณะที่เอไอเอ สิงคโปร์ เติบโตโดดเด่น 22% ส่วนเอไอเอ มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 10% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากช่องทางตัวแทนและพันธมิตรธนาคาร ส่วนตลาดอื่น ๆ เติบโต 14% จากผลงานที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม ด้านฮ่องกงมีมูลค่าธุรกิจใหม่ลดลง 3% แต่สามารถฟื้นตัวในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวมกัน โดยเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่ลดลง 33% จากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อนหน้า
ด้านตัวชี้วัดสำคัญในไตรมาส 3 อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 5.3 จุด มาอยู่ที่ 63.5% ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ลดลง 13% อยู่ที่ 2,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้น 7% เป็น 12,892 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้บริหารเอไอเอระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทเข้าสู่ไตรมาส 4 ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง และคาดว่าแนวโน้มธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมยืนยันความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per Share) โดยคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วงปี 2566-2569 จะสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 9-11%
เอไอเอมองว่า ปัจจัยพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียยังเอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งโครงสร้างประชากร รายได้ที่เพิ่มขึ้น และระดับการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังมีโอกาสขยายตัว บริษัทจึงมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพและผลกำไร เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ เงินทุนส่วนเกิน และมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
![]()














