บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ส่งสัญญาณผลการดำเนินงานฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังสามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสแรกที่มีผลเรียกเก็บ 3,026 ล้านบาท ขณะที่มีกำไร 234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรกที่มีกำไร 217 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีผลเรียกเก็บรวม 6,539 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 451 ล้านบาท
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถในการรักษาระดับผลประกอบการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน โดย BAM เดินหน้าสร้าง Resilient Business Model ที่มุ่งสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจปกติอย่างต่อเนื่อง ไม่พึ่งพาผลเรียกเก็บจากรายการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ผ่านการขับเคลื่อน TDR Factory การบริหาร NPA เชิงรุก การลงทุนซื้อหนี้แบบคัดเลือก และการใช้ JV AMC เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการสร้างการเติบโต
ด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ BAM มุ่งฟื้นฟูสถานะทางการเงินมากกว่าการเร่งรัดติดตามหนี้ โดยเดินหน้าโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย ปัจจุบันโครงการมียอดอนุมัติแล้ว 149 ล้านบาท สะท้อนแนวทางการบริหารหนี้ที่มุ่งช่วยให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินและสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง
ขณะที่การบริหารสินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA BAM เดินหน้าขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงทางธุรกิจ (MOU) ภายใต้โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม ส่งผลให้สามารถจำหน่ายทรัพย์ได้สูงถึง 1,775 รายการ
นอกจากนี้ BAM ยังเดินหน้ากลยุทธ์ NPA Partnership ด้วยการคัดสรรทรัพย์ NPA ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า เพื่อนำเสนอแก่พันธมิตรที่มีศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ช่วยเพิ่มมูลค่าและเปลี่ยน “ทรัพย์ร้าง” ให้เป็น “ทรัพย์สร้างมูลค่า” พร้อมเร่งการหมุนเวียนสินทรัพย์กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
สำหรับธุรกิจ JV AMC ในไตรมาส 2 BAM ได้รับเงินปันผล 30 ล้านบาท และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 28 ล้านบาท จาก ARI AMC และ ARUN AMC ตามลำดับ ซึ่งเป็นกลไกการเติบโตในรูปแบบ Asset-light ช่วยให้ BAM สามารถขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนถือครองพอร์ตทั้งหมดเอง พร้อมสร้างผลตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผล และช่วยกระจายแหล่งรายได้ของบริษัท
ดร.รักษ์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2569 BAM จะเร่งเครื่องยนต์รายได้ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ NPL, NPA และ JV AMC ให้ทำงานควบคู่กัน เพื่อเพิ่มผลเรียกเก็บ กระจายกระแสเงินสด และยกระดับคุณภาพกำไร
ด้าน NPL จะเร่ง TDR Factory, FA Center และโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” เพื่อเพิ่มจำนวนลูกหนี้ที่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ เปลี่ยน NPL เป็น RPL และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ขณะที่ NPA จะเร่งหมุนทรัพย์ผ่าน “ทรัพย์มหาชน Plus”, BAM Premium และ NPA Partnerships พร้อมขยายช่องทางการขายผ่าน MOU และการตลาดแบบเจาะกลุ่ม เพื่อเพิ่มความเร็วในการสร้างรายได้จากการจำหน่ายทรัพย์
ส่วน JV AMC จะเดินหน้าขยายพอร์ต ARI AMC และ ARUN AMC รวมถึงความร่วมมือ Bilateral และ JV รายใหม่ โดยใช้โมเดล Asset-light เพื่อเพิ่มรายได้จากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผล
BAM เชื่อว่าการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทั้ง 3 เครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการสร้างผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะต่อไป
![]()













