กรุงเทพฯ – เอสซีจี หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากสงครามการค้าและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ 1,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 12,889 ล้านบาท สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจอย่างรอบด้าน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจทั้งหมดของเอสซีจีมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ ขณะที่เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) แม้จะยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แต่ก็สามารถลดต้นทุนและปรับพอร์ตสินค้าได้อย่างเหมาะสม ส่วนเอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ยังคงรักษาความแข็งแกร่ง ด้วยกำไรจากการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง และอัตราการใช้กำลังการผลิตในภูมิภาคอาเซียนที่สูงขึ้น

เอสซีจีให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและบริหารจัดการ เช่น หุ่นยนต์ประกอบบ้านในสายงานเอสซีจี ไฮม์ และระบบพ่นสีอัตโนมัติในโรงงานสุขภัณฑ์ ตลอดจนการบริหารกระแสเงินสดและหนี้สินอย่างรัดกุม ส่งผลให้หนี้สินสุทธิอยู่ที่ 290,504 ล้านบาท

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวล โดยเฉพาะในธุรกิจปูนซีเมนต์ไทย ที่มีการใช้พลังงานทดแทนถึง 44% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดในไตรมาสที่ผ่านมา นอกจากนี้ เอสซีจียังเดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับทั้งตลาดระดับพรีเมียมและตลาดราคาประหยัด ด้วยการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) และสินค้าในกลุ่มกรีนโปรดักส์ ควบคู่ไปกับการออกแบบสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในทุกระดับตลาด
การปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภาวะสงครามการค้าระหว่างประเทศ ยังรวมถึงการขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับประโยชน์จากภาวะกีดกันทางการค้า ตลอดจนการใช้ฐานการผลิตในประเทศอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศปลายทางที่มีมาตรการภาษีต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เอสซีจีในระดับนานาชาติ

แม้การส่งออกโดยตรงไปยังสหรัฐฯ จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของรายได้รวมทั้งหมด แต่เอสซีจียังคงจับตาความเสี่ยงทางอ้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่สินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นจะไหลทะลักเข้ามายังตลาดหลักของเอสซีจี ส่งผลต่อราคาสินค้าและอัตรากำไรในระยะยาว
สำหรับกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ แม้ความต้องการสินค้าในตลาดโลกจะยังอ่อนตัว แต่ SCGC ได้เดินหน้าลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่น และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดดำเนินงานโรงงาน LSP ในเวียดนาม ซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการผลิตในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโซลูชันดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น ระบบจัดการขยะพลาสติก DRS by Repco NEX
ในอีกด้านหนึ่ง เอสซีจียังเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยโครงการ “Go Together” ที่เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมครบ 1,200 คนในเดือนพฤษภาคมนี้ ขณะเดียวกัน โครงการ “NZAP” ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคใหม่ก็ได้รับการตอบรับดีจากผู้ประกอบการแล้วกว่า 106 ราย
นายธรรมศักดิ์ย้ำว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เอสซีจีมั่นใจว่า การดำเนินกลยุทธ์ที่ชัดเจนและยืดหยุ่น พร้อมความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จะช่วยให้บริษัทสามารถฝ่าคลื่นความท้าทายไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
![]()














