บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่ดำเนินการภายใต้มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่ TFRS 17 และ TFRS 9 โดยยังคงแสดงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิ 2,683 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 20.4%
มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (Value of New Business: VONB) อยู่ที่ 2,561 ล้านบาท เติบโต 39.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าระยะยาว โดยเฉพาะสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นภายหลังการประกาศใช้แนวปฏิบัติการมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment)
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเติบโตของ VONB ส่วนใหญ่เกิดจากยอดขายผ่านช่องทางตัวแทน ซึ่งมีศักยภาพในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูง โดยเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) อยู่ที่ 3,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.3% จากปีก่อน
ด้านผลกำไรจากการรับประกันภัยหลักอยู่ที่ 2,428 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิไม่รวมรายการพิเศษและความผันผวนของตลาดสูงถึง 2,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1%
ภายใต้กลยุทธ์ด้านการลงทุนเพื่อความมั่นคงระยะยาว บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศจากหน่วยลงทุนเป็นกองทุนส่วนบุคคล เพื่อให้สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (FVOCI) ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น อีกทั้งยังคงมีการกระจายพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยกว่า 90% ของสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน
สถานะทางการเงินของไทยประกันชีวิตยังคงแข็งแกร่ง ด้วยอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ที่ 551% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ คปภ. กำหนด (140%) และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Fitch Ratings ที่ระดับ A- (IFS Rating) และ AAA(tha) (National IFS Rating) ด้วยมุมมองมีเสถียรภาพ
ในด้านการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อแก่ลูกค้า โดยมีผู้ลงทะเบียนใช้งาน “แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต” มากกว่า 1 ล้านราย พร้อมยกระดับบริการด้วย Live Chat และบริการ “ไทยประกันชีวิต AI Chat” บน LINE Official Account ด้วยเทคโนโลยี Generative AI เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และตอบข้อซักถามของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
นายไชย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) โดยมีโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก”, “เสริมโอกาส สร้างอาชีพ”, “Read for Life” และ “Sports Showcase” รวมถึงกิจกรรมพัฒนาชุมชนในระดับท้องถิ่น
ด้านสิ่งแวดล้อม อาคารสำนักงานใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED ระดับ GOLD จาก USGBC และผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ด้านการวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังมีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน รวมมูลค่า 25,831 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.46% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด
ทั้งหมดนี้สะท้อนจุดยืนของไทยประกันชีวิตในการเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน ที่มุ่งส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคงในระยะยาว
![]()













