กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับงบประมาณปี 2569 พร้อมเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคการผลิต หนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ต่ำกว่า 30% ของ GDP ภายในปี 2570
ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวหลังเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Driving A Nation Towards World Digital Competitiveness” ว่า ประเทศไทยตั้งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570 และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลให้ขึ้นเป็นอันดับ 30 จากอันดับ 37 ในปี 2568 ตามการจัดอันดับของ IMD
กระทรวงฯ วางแผนขับเคลื่อนใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, การพัฒนาอัตลักษณ์ดิจิทัล, ระบบดิจิทัลพื้นฐาน, รัฐบาลดิจิทัล, ระบบอีคอมเมิร์ซ และการนำดิจิทัลไปเพิ่มประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต พร้อมเน้นพัฒนาบุคลากรดิจิทัลอย่างเข้มข้น
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน ภาครัฐจะลงทุนพัฒนา Cable Submarine เชื่อมโยงระบบดิจิทัลกับต่างประเทศ โดยเฉพาะโซนอันดามันใช้งบประมาณประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการ Government Data Center and Cloud (GDCC) ด้วยงบประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐและขับเคลื่อนสู่ระบบ E-Document หรือ Paperless office ที่ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐปรับใช้แล้วกว่า 65 แห่ง
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กระทรวงฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อน 3 เรื่องหลัก คือ E-Document, ระบบคราวด์กลางภาครัฐ (GDCC) และความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต โดยตั้งเป้าให้ประชากรไทยเข้าถึง AI ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน มีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างน้อย 90,000 คน และผู้พัฒนา AI อย่างน้อย 50,000 คน ภายใต้งบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะมีเทคโนโลยี 5G แล้ว แต่ยังมีการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมไม่เต็มที่ การนำ AI และดิจิทัลไปใช้จริงในภาคการผลิตและ SMEs จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ระบุว่าไทยยังคงเป็นผู้ใช้ AI มากกว่าผู้พัฒนา และคะแนนด้านนี้ลดลง 8 อันดับ ในขณะที่ความพร้อมสำหรับอนาคตดีขึ้น โดยยกตัวอย่างประเทศเอสโตเนียที่วางยุทธศาสตร์ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย AI และ E-Government
ในส่วนของแพลตฟอร์มดิจิทัล มีความเห็นร่วมกันว่าต้องสร้างระบบนิเวศน์และพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มชาติ (National Platform) เพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ โดยเน้นความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา Super Application และตลาดออนไลน์ที่ครอบคลุม เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงตลาดดิจิทัลได้มากขึ้น
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดยุทธศาสตร์สำคัญของไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน
![]()













