ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพการค้าและการลงทุนของไทย ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามการค้ารอบใหม่ โดยประเมินว่า หากผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์ FTA ได้อย่างเต็มที่ จะช่วยภาคการส่งออกและนำเข้าประหยัดภาษีได้เพิ่มกว่า 2 แสนล้านบาท
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ในอัตรา 19% และมีความเสี่ยงที่สินค้าส่งออกบางประเภทจะถูกจัดเก็บภาษีส่งผ่าน (Transshipment) สูงสุดถึง 40% ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ที่สูงเกินไป
“แม้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA ในระดับสูงแล้ว แต่ยังไม่เต็มศักยภาพ โดยปี 2567 อัตราการใช้สิทธิอยู่ที่ 84% สำหรับการส่งออก และ 58% สำหรับการนำเข้า หากสามารถใช้สิทธิได้ 100% จะทำให้การส่งออกของไทยได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีเพิ่มขึ้นอีก 7 หมื่นล้านบาท และการนำเข้าประหยัดได้เพิ่มขึ้นอีก 1.6 แสนล้านบาท” ดร.พชรพจน์ กล่าว
ด้านนางสาวสุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า ตลาดที่มีศักยภาพในการขยายตัวของสินค้าส่งออกไทยภายใต้ FTA ได้แก่ อาเซียน จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยการนำเข้าสูงต่อเนื่อง และสินค้าไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1–4% เท่านั้น จึงมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยสินค้าที่โดดเด่น ได้แก่
อาเซียน: น้ำตาล เนื้อสัตว์ปีก และปลาปรุงแต่ง
จีน: ผลไม้สด และน้ำตาล
อินเดีย: เครื่องเพชรพลอย รถจักรยานยนต์ และยางธรรมชาติ
เกาหลีใต้: น้ำมันพืช โมดิไฟด์สตาร์ช และน้ำผลไม้
Krungthai COMPASS ยังเสนอแนวทาง “F-T-A” เพื่อผลักดันให้ไทยใช้สิทธิประโยชน์ FTA ได้เต็มที่ คือ
Flexibility: ความยืดหยุ่นของผู้ประกอบการในการปรับตัว
Trade Facilitation: ภาครัฐเร่งเจรจาและปรับปรุงกฎระเบียบ ลดอุปสรรคทางการค้า
Awareness: เพิ่มการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและวิธีการใช้สิทธิ
ดร.พชรพจน์ ย้ำว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไทยจะสามารถใช้ FTA เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสามารถแข่งขัน ลดผลกระทบจากสงครามการค้า และยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
![]()













