การใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนปี 2569 มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ต้องเร่งเตรียมความพร้อมของระบบจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Maximum Demand) ในปีนี้จะอยู่ที่ 9,572 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากสถิติสูงสุดของปี 2568 อีก 224 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 2.39
นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า ปัจจุบัน MEA มีผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ รวม 4,418,726 ราย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่เครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกใช้งานมากกว่าปกติ
เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว MEA ได้ยกระดับการบริหารระบบจำหน่ายไฟฟ้าผ่าน MEA Smart Metro Grid ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าและบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าขัดข้อง
นอกจากนี้ MEA ยังเดินหน้าบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบและเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพหรือครบอายุการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนในช่วงที่ความต้องการพลังงานพุ่งสูง
ในช่วงฤดูร้อนที่มักเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง MEA ยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยระบบไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถระบุจุดเกิดเหตุขัดข้องได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่แก้ไขปัญหาและจ่ายไฟกลับคืนสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากเหตุไฟดับ
ขณะเดียวกัน MEA ได้พัฒนา MEA Smart Life Application เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถจัดการเรื่องไฟฟ้าได้ครบวงจรผ่านแอปเดียว ทั้งตรวจสอบค่าไฟ ชำระค่าไฟ รวมถึงแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้อง เช่น ไฟตก ไฟดับ หรือสายไฟชำรุด โดยระบบจะส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง
MEA ยังขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงานในช่วงหน้าร้อน ผ่านแนวคิด “ปิด – ปรับ – ปลด – เปลี่ยน – ปลูก” ได้แก่
ปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดพัดลมร่วมด้วย
ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
เปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานและหลอดไฟ LED
ปลูกต้นไม้เพิ่มร่มเงาเพื่อลดความร้อนภายในอาคาร
พร้อมกันนี้ MEA ยังดำเนินโครงการ “ประชาสุขใจ ค่าไฟยืดชำระ” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยประชาชนที่มีค่าไฟฟ้าไม่เกิน 300 บาทต่อเดือน สามารถขยายระยะเวลาชำระค่าไฟออกไปได้ 3 เดือน
ผลการดำเนินโครงการล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิ์ขยายเวลาชำระค่าไฟเฉลี่ย 914,854 รายต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 105.47 ล้านบาทต่อเดือน และหากรวมช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 มีผู้ได้รับสิทธิ์รวม 1,829,708 ราย คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 210.93 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภาครัฐยังได้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่การใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงในฤดูร้อน
![]()













