กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินค่าเงินบาทสัปดาห์วันที่ 5–8 พฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30–33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยยังต้องติดตามแรงกดดันจากราคาน้ำมันและข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
สัปดาห์ก่อนเงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.61 บาท/ดอลลาร์ หลังเคลื่อนไหวในช่วง 32.27–32.86 บาท/ดอลลาร์ และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน แม้เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักช่วงท้ายสัปดาห์ ท่ามกลางความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ
ปัจจัยภายนอกยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญ โดย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50–3.75% แม้มีกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณยังคงมีบทบาทในคณะผู้ว่าการต่อไป ซึ่งลดแรงกดดันทางการเมืองในระยะสั้น
ด้านธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์หลังญี่ปุ่นเข้าดูแลค่าเงินเยน
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 498 ล้านบาท แต่ขายสุทธิพันธบัตร 3,636 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนที่ยังไหลออกจากตลาดตราสารหนี้
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนเมษายน
การแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าราว 3.2–3.8 หมื่นล้านดอลลาร์
กรุงศรีมองว่า ทิศทางค่าเงินเยนในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟดว่าจะผ่อนคลายนโยบายหรือไม่ และความสามารถของ BOJ ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนและธันวาคมปีนี้ หากสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย
ในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 6 ต่อ 0 โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจากรายได้ที่อ่อนแรงและค่าครองชีพสูงขึ้น แม้ภาคส่งออกยังได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยี
ทั้งนี้ กนง.คาดว่าเงินเฟ้ออาจสูงเกินกรอบเป้าหมาย 3% ชั่วคราว และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยจะกระทบกลุ่มเปราะบาง ขณะที่การลดดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
![]()













