นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงานโลก และลดความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เป้าหมายหลักของการกู้เงิน
รัฐบาลระบุว่า วงเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน และต้นทุนการเดินทาง
ลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม เช่น ค่าเชื้อเพลิง ปุ๋ย และพลังงาน
เสริมศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงาน
รับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก
นายอนุทิน ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจ ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การเติบโตอาจไม่สูงตามเป้า
การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ จึงเป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation ที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อภาคธุรกิจและประชาชน
เดินหน้าพลังงานยุคใหม่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเน้นการใช้เงินกู้เพื่อ
เร่ง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน
สนับสนุน เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ลดการพึ่งพานำเข้า
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
อัพสกิลแรงงาน-ยกระดับอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการนำงบประมาณไปใช้ในการ
Upskill / Reskill แรงงานไทย ให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่
เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิต
รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี
ย้ำ “เครื่องมือพาประเทศผ่านวิกฤต”
นายอนุทิน ย้ำว่า พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ
ลดแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน
ควบคุมเงินเฟ้อ
รักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และลดความเสี่ยงในอนาคต
โดยรัฐบาลมั่นใจว่า การดำเนินมาตรการอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนของโลก
![]()













