ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI และการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ “ดาต้า เซ็นเตอร์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของโครงการขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมคำถามจากคนในพื้นที่ว่า จะใช้ไฟฟ้าและน้ำมากเพียงใด จะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพชีวิตหรือไม่ และที่สำคัญคือ เมื่อเกิดขึ้นในบ้านของชุมชนแล้ว คนในพื้นที่จะมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน
คำถามเหล่านี้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาในเวที “บ้านฉาง ทอล์ค : จากข้อกังวลของชุมชน สู่คำตอบที่ตรวจสอบได้” ซึ่งจัดขึ้นในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ซิลิคอน เทค พาร์ค จำกัด ร่วมกับ กาแล็คซี่ ดาต้า เซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่ให้ประชาชน ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้พัฒนาโครงการ ได้หยิบยกประเด็นที่กังวลมาพูดคุยและหาทางออกบนพื้นฐานของข้อมูล

เวทีครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ แต่พยายามเปลี่ยน “ความกังวล” ให้กลายเป็น “สิ่งที่วัดผลและตรวจสอบได้” โดยมีผู้แทนจากพลังงานจังหวัดระยอง การประปาส่วนภูมิภาค สาขาบ้านฉาง บริษัท ซิลิคอน เทค พาร์ค จำกัด และกาแล็คซี่ ดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นายกรวัฒน์ สุขวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และกิจการสาธารณะ กาแล็คซี่ ดาต้า เซ็นเตอร์ กล่าวว่า โครงการระยะที่ 1 และ 2 มีเป้าหมายกำลังโหลดระดับไฮเปอร์สเกล พร้อมระบบ UPS และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางของโครงการจะไม่ใช้เพียงคำยืนยันว่า “ปลอดภัยแน่นอน” มาเป็นคำตอบ แต่จะใช้ข้อมูล หลักวิศวกรรม การตรวจวัด และระบบที่เปิดให้ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ เรื่องน้ำ เพราะดาต้า เซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้ระบบระบายความร้อน โครงการจึงวางแผนสนับสนุนงบประมาณกว่า 37 ล้านบาทแก่การประปาส่วนภูมิภาค สาขาบ้านฉาง เพื่อพัฒนาโครงสร้างการจ่ายน้ำและวางท่อส่งน้ำเข้าสู่โครงการ โดยมีแผนใช้น้ำประปาประมาณ 35% และน้ำดิบจากเอกชนประมาณ 65% รวมถึงมีแผนสำรองน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ด้านเทคโนโลยี โครงการนำระบบ Liquid Cooling มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำ พร้อมแนวทางเปิดเผยปริมาณการใช้น้ำจริงและตัวชี้วัด WUE หรือประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อให้ชุมชนสามารถติดตามได้ว่าการใช้น้ำเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยหลักคิดสำคัญคือการเติบโตของดาต้า เซ็นเตอร์ต้องไม่ลดทอนความมั่นคงด้านน้ำของคนในพื้นที่
ขณะที่เรื่อง พลังงานสำรองและถังน้ำมัน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชุมชนให้ความสนใจ โครงการชี้แจงว่าถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่ยังไม่ได้บรรจุน้ำมัน และจะต้องผ่านกระบวนการอนุญาตและตรวจสอบระบบความปลอดภัยก่อนใช้งาน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน ระบบป้องกันการรั่วไหล กลิ่น ไอระเหย และระบบดับเพลิง
ส่วนประเด็น เสียงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โครงการระบุว่ามีการติดตั้งระบบดูดซับและกั้นเสียงเพิ่มเติมบริเวณเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขณะที่การตรวจวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะดำเนินการตามมาตรฐานโดยหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเผยผลตรวจวัดในจุดที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และดำเนินการตามข้อกำหนด EIA และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ขยะก่อสร้าง ซึ่งโครงการย้ำหลักการว่า “เอ้าท์ซอร์สงานได้ แต่เอ้าท์ซอร์สความรับผิดชอบไม่ได้” โดยระบุว่าได้ยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาช่วงที่มีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ พร้อมประสานเทศบาลตำบลบ้านฉางเพื่อจัดระบบรวบรวม คัดแยก และขนย้าย รวมถึงเพิ่มระบบติดตามขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ขณะที่ แรงงาน โครงการเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมแรงงานของผู้รับเหมาช่วง ตั้งแต่การลงทะเบียน ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ PPE พร้อมเปิดโอกาสให้แรงงานไทยเข้ามามีส่วนร่วม และวางเป้าหมายพัฒนาบุคลากรไทยให้มีทักษะด้านเทคนิคและเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาว
ส่วนเรื่อง โครงข่ายสื่อสาร โครงการมีแนวทางใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมหลักที่มีอยู่ของประเทศเป็นหลัก เพื่อลดความจำเป็นในการก่อสร้างโครงข่ายใหม่ และลดผลกระทบต่อเส้นทางและพื้นที่ชุมชน
สิ่งที่น่าสนใจของเวทีบ้านฉาง ทอล์ค จึงไม่ได้จบลงเพียงการชี้แจงข้อกังวลทั้ง 6 ด้าน แต่ยังนำไปสู่แนวคิดการสร้างกลไกถาวรที่เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม โดยโครงการเสนอจัดตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชนบ้านฉาง” ซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนจากพื้นที่ ชุมชน สถานศึกษา ศาสนสถาน กลุ่มเปราะบาง ภาคเศรษฐกิจท้องถิ่น และผู้พัฒนาโครงการ 1 ที่นั่ง
กลไกดังกล่าวจะทำงานผ่านกระบวนการ “รับฟัง–ตรวจสอบ–จัดลำดับความสำคัญ–ลงมือทำ–รายงานกลับ” เพื่อไม่ให้เสียงของประชาชนหยุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่สามารถนำไปสู่การแก้ไข ติดตาม และรายงานผลกลับสู่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากการสร้างกลไกตรวจสอบ โครงการยังอยู่ระหว่างออกแบบแนวทางจัดตั้ง “ทุนเพื่อการสร้างคุณค่าร่วมชุมชนบ้านฉาง” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านสาธารณสุขและกลุ่มเปราะบาง การศึกษา เศรษฐกิจท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต โดยยึดหลักว่าเงินสนับสนุนไม่ควรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับความคิดเห็นของชุมชน และไม่ควรกระทบสิทธิของประชาชนในการตั้งคำถาม ร้องเรียน หรือเข้ามาตรวจสอบโครงการ
ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ของบ้านฉางจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ดาต้า เซ็นเตอร์ จะสร้างได้หรือไม่” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ จะเติบโตไปพร้อมกับชุมชนได้อย่างไร
หลักคิดที่โครงการ EECtp และกาแล็คซี่ ดาต้า เซ็นเตอร์ นำเสนอคือ “ทุก 1 เมกะวัตต์ของพลังงาน และทุกหยดน้ำที่ใช้ ต้องสามารถอธิบายได้ว่าสร้างคุณค่าอะไรกลับคืนให้ประเทศไทย ระยอง และบ้านฉาง” ตั้งแต่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไปจนถึงการใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
พร้อมกันนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนา Green Data Center และติดตามตัวชี้วัด PUE และ WUE โดยเปิดเผยข้อมูลให้ชุมชนและสาธารณชนสามารถติดตามได้
เพราะในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ชุมชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงคำรับรองว่า “ทุกอย่างปลอดภัย” แต่คือ ข้อมูลที่มองเห็นได้ มาตรการที่วัดผลได้ และกลไกที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้จริง ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ กับชุมชนบ้านฉาง จะสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนเพียงใด
![]()














