ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของโลกธุรกิจ องค์กรจำนวนไม่น้อยกลับพบว่า “AI แบบทั่วไป” ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง Manao Software บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย จึงประกาศจุดยืนชัด เดินหน้าพัฒนา AI ที่เข้าใจบริบทธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยใช้เทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) และ Workflow Automation เป็นหัวใจสำคัญในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ยุค Smarter Operations
Manao Software วางบทบาทตัวเองมากกว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ แต่เป็น “ที่ปรึกษาที่ผู้นำธุรกิจไว้วางใจได้” มุ่งช่วยองค์กรเปลี่ยน AI จากเครื่องมือทดลอง ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง แตกต่างจาก AI แบบ One-size-fits-all ที่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกในกระบวนการทำงานเฉพาะของแต่ละองค์กร
คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Manao Software ระบุว่า
“AI ทั่วไปอาจเก่ง แต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดของธุรกิจแต่ละแห่งอย่างแท้จริง AI ที่เราพัฒนาคือ AI ที่รู้จักกระบวนการทำงาน คำศัพท์เฉพาะ และบริบทการดำเนินงานขององค์กรนั้น ๆ โดยต้องผสานทั้งชุดข้อมูลเฉพาะทาง การฝึกฝนตามบริบท การปรับจูนด้วยความรู้ภายใน และการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลของบริษัท”
หนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่ Manao Software ชูเป็นตัวเปลี่ยนเกม คือ RAG ซึ่งช่วยแก้ปัญหา AI ให้ข้อมูลกว้างหรือไม่ตรงบริบท โดยดึงข้อมูลล่าสุดและเกี่ยวข้องจากคลังข้อมูลภายในองค์กรมาประมวลผลแบบเรียลไทม์ ทำให้คำตอบมีความแม่นยำและตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง
ควบคู่กับ Workflow Automation ที่ทำให้ AI ถูกใช้งานในกระบวนการจริง ไม่ใช่แค่แนวคิด ตัวอย่างเช่น ระบบ Lead Management ที่ AI สามารถคัดกรอง ประเมินคุณภาพ และบันทึกข้อมูลลง CRM อัตโนมัติ ช่วยให้ทีมขายโฟกัสกับโอกาสที่มีมูลค่าสูง เพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การนำ AI และ RAG มาใช้ต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นสำคัญ โดย Manao Software ให้ความสำคัญกับการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลแบบ Role-based เพื่อให้ AI ทำหน้าที่ทั้งผู้ช่วยอัจฉริยะและผู้รักษาความปลอดภัยข้อมูลไปพร้อมกัน
สำหรับองค์กรที่ต้องการก้าวสู่ยุค Smarter Operations ผู้บริหารควรเตรียมความพร้อม 2 ด้านหลัก ได้แก่
1. โครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรง ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันได้
2. ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบทธุรกิจ
คริสโตเฟอร์ มอสซ์ สรุปว่า การออกแบบ AI ให้เติบโตได้ในระยะยาว ต้องเน้น Modularity และ Flexibility ตั้งแต่ต้น ใช้มาตรฐานเปิดและ API เพื่อให้ระบบเชื่อมต่อและต่อยอดได้ง่าย พร้อมมีเอกสารและการฝึกอบรมที่ดี เพื่อให้ AI เติบโตไปพร้อมธุรกิจ โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
![]()













