เอสซีจี จัดงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” เดินหน้าผสานพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน ภายใต้โมเดล Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มุ่งยกระดับและพลิกโฉมผู้ประกอบการ SMEs ไทย สู่ Smart Industry เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SMEs ต่อ GDP ไทยจาก 35% เป็นมากกว่า 50% และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระดับ 4–5%
นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตของ GDP ที่ต่ำต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน สะท้อนถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและ SMEs ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้อง “ก้าวกระโดด” ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart Industry โดยอาศัย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ และ Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การพลิกโฉม SMEs จำเป็นต้องอาศัย “ทุน” สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทุนข้อมูล (Information Capital) เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนและตลาด สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ทุนองค์กร (Organization Capital) ยกระดับมาตรฐานและความร่วมมือทั้งห่วงโซ่ เพื่อเชื่อม SMEs ไทยเข้าสู่ Global Value Chain อย่างแท้จริง
สำหรับกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อน SMEs มี 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ปกป้องตลาดในประเทศ ด้วยการส่งเสริม Local Content และมาตรฐาน มอก.
ขยายการส่งออก ผ่านการผลักดัน FTA และการสนับสนุนด้านมาตรฐาน
ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ด้วย Direct PPA, Third Party Access และ Smart Logistics
ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ SMEs ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็ว คล่องตัว
ขับเคลื่อนความร่วมมือแบบ PPPP ทำงานเชิงพื้นที่และคลัสเตอร์ พร้อมสนับสนุนเงินทุนและ R&D
ตัวอย่างความสำเร็จของโมเดล PPPP คือ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลก จากความร่วมมือของกว่า 50 องค์กร เปลี่ยนการใช้พลังงานถ่านหินเป็นพลังงานสะอาด ส่งเสริมเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน สร้างรายได้ให้ SMEs ในพื้นที่กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีศักยภาพขยายผลในระดับประเทศ คาดสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 300,000–400,000 ล้านบาท
นายชนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถยกระดับ SMEs ให้เติบโตอย่างแข็งแรง เพิ่มสัดส่วนต่อ GDP ได้มากกว่า 50% และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 4–5% ได้อย่างเป็นรูปธรรม
![]()











