ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาวะตลาดและการลงทุนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 9–13 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยและญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะสั้น จากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และการเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อกลุ่มค้าปลีกและอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงสนับสนุนแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น หลังพรรค LDP ชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านวินัยการคลังและความผันผวนของค่าเงินเยนอย่างใกล้ชิด
ในมุมมองตลาดการเงินโลก Krungthai CIO ประเมินว่ายังอยู่ในภาวะผันผวน จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกระแสข่าวการเสนอชื่อ Kevin Warsh เข้าดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่น จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนไม่ให้ตึงตัวมากเกินไป
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นโลกยังเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ จากความกังวลต่อการเพิ่มงบลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Big Tech ท่ามกลางคำถามเรื่องความสามารถในการสร้างรายได้ (Monetization) ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี Krungthai CIO มองว่า การเร่งลงทุนใน AI สะท้อนอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง และจะเป็นแรงหนุนการเติบโตในระยะถัดไป โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของระบบ AI
ด้านกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง และประเมินว่าการปรับฐานของตลาดในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียง “Healthy Correction” ที่สะท้อนการปรับสมดุลพอร์ตและการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางตลาดในระยะยาว โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะตลาดในการปรับฐานจัดพอร์ตอย่างมีวินัย กระจายความเสี่ยง และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ แนะนำใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy กระจายน้ำหนักการลงทุนไปยังกลุ่มที่มีความมั่นคงและรับมือความผันผวนได้ดี เช่น กลุ่ม Healthcare, Technology และกลุ่มธนาคารในยุโรป ควบคู่กับการเพิ่มน้ำหนักในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงอย่างอินเดียและเวียดนาม นอกจากนี้ ควรมีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
![]()











