Krungthai COMPASS เผย 335 บริษัทจดทะเบียนไทยได้รับผลกระทบจาก ME Conflict ต้นทุนพุ่ง รายได้หด กังวลสถานการณ์ยืดเยื้อ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยผลการวิเคราะห์รายงานคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) และรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยงวดไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนถึง 335 บริษัท หรือประมาณ 40% ของบริษัทที่ส่งรายงาน ระบุว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง (Middle East Conflict : ME Conflict)
ผลการศึกษาพบว่า บริษัทที่ได้รับผลกระทบกว่า 80% อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และอีก 20% อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่กระทบต่อธุรกิจทุกระดับในตลาดทุนไทย
เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 80% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบกระจุกตัวอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มบริการ (SERVICE) 21% กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) 19% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (PROPCON) 18% กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO) 13% และกลุ่มทรัพยากร (RESOURC) 9% ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
Krungthai COMPASS ระบุว่า จากจำนวน 322 บริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านลบ พบว่า 50% ได้รับผลกระทบผ่านช่องทาง “ต้นทุนที่สูงขึ้น” โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้ง
ขณะที่ 35% ของบริษัทได้รับผลกระทบในรูปแบบ “รายได้ลดลง” จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น การลดลงของนักท่องเที่ยวจากการยกเลิกเที่ยวบิน รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัวลง
นอกจากนี้ ยังมีอีก 7% ที่เผชิญปัญหา “ขาดแคลนวัตถุดิบ” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสายการผลิตโดยตรง
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความเปราะบางสูงสุดต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (INDUS) และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (AGRO)
กลุ่ม INDUS มีบริษัทได้รับผลกระทบ 63 บริษัท หรือคิดเป็น 48% ของจำนวนบริษัททั้งหมดในกลุ่ม สูงกว่าค่าเฉลี่ยอ้างอิงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้รวมในไตรมาสแรกหดตัว 0.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนกลุ่ม AGRO มีสัดส่วนบริษัทที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 51% และยังเผชิญภาวะรายได้ลดลง 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมอัตรากำไรสุทธิ (%NPM) ที่ลดลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้ในระยะยาวอาจได้รับประโยชน์จากแนวโน้มความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) หากการส่งออกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ มุมมองของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์ในอนาคต โดยพบว่า 296 บริษัท หรือมากกว่า 90% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านลบ มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569
กลุ่มบริการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เป็น 3 อุตสาหกรรมที่แสดงความกังวลต่อผลกระทบระยะยาวมากที่สุด โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าขนส่ง ตลอดจนการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่
Krungthai COMPASS ระบุว่า ME Conflict ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบได้แผ่ขยายจากราคาพลังงานและการขนส่ง ไปสู่กำลังซื้อของผู้บริโภค ภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
![]()














