ผลสำรวจล่าสุดของนิด้าโพลสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำบอกเล่า เพราะมีประชาชนถึง 57.56% ที่ระบุว่าไม่มีแผนเดินทางอยู่แล้ว ขณะที่อีก 14.80% ตัดสินใจยกเลิกแผนทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติธรรมดา แต่คือสัญญาณของ “ความไม่มั่นใจ” ที่กำลังขยายตัวในสังคมไทย
บรรยากาศการตัดสินใจของผู้คนในปีนี้จึงต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด การเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอยากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ผูกติดกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงาน แม้ยังมีประชาชนบางส่วนเลือก “ไปต่อ” โดย 12.06% ยังเดินทางตามแผนเดิม และ 9.62% ปรับวิธีการเดินทาง แต่ก็สะท้อนว่าความยืดหยุ่นกลายเป็นทางเลือกหลักแทนความมั่นใจ
รากของความกังวลทั้งหมดอยู่ที่คำถามสำคัญ—น้ำมันจะพอใช้หรือไม่ และรัฐจะรับมือได้แค่ไหน ผลสำรวจเผยว่า 44.28% ไม่มั่นใจว่าน้ำมันสำรองจะเพียงพอ 98 วัน และไม่เชื่อว่ารัฐจะหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ทัน ขณะที่อีก 28.93% ยังมีความเชื่อมั่น ภาพที่ออกมาจึงไม่ใช่ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่คือสังคมที่กำลัง “ลังเล” และ “รอดูสถานการณ์”
ความรู้สึกของประชาชนเองก็สะท้อนความเปราะบางนี้ได้ดี มีถึง 31.76% ที่ยอมรับว่าค่อนข้างตื่นตระหนก และอีก 17.71% ตื่นตระหนกมาก แม้จะยังมีบางส่วนที่ไม่รู้สึกกังวลนัก แต่ภาพรวมชี้ชัดว่าความมั่นใจไม่ได้อยู่ในระดับเดิมอีกต่อไป
ที่สำคัญ วิกฤตไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรู้สึก แต่เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนแล้ว โดย 33.66% ระบุว่าเริ่มได้รับผลกระทบบ้าง และ 23.59% เผชิญปัญหาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนอาหารที่ขยับตาม หรือการใช้ชีวิตที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น
ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนว่า “น้ำมัน” ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือปัจจัยที่กำหนดจังหวะชีวิตของผู้คน ตั้งแต่การตัดสินใจเดินทาง ไปจนถึงความรู้สึกมั่นคงในชีวิตประจำวัน
สงกรานต์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสุข แต่เป็นภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อความไม่แน่นอนด้านพลังงานเริ่มมีอิทธิพลเหนือแผนชีวิตของคนไทย และทำให้คำถามสำคัญยังคงค้างอยู่—หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ การเดินทางในอนาคตจะยังเป็นเรื่องง่ายเหมือนเดิมหรือไม่
![]()













